|
|||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||
|
หน้าหลัก | บทที่ 1 | บทที่ 2 | บทที่ 3 | บทที่ 4 | บทที่ 5 | บทที่ 6 | บทที่ 7 | บทที่ 8 | บทที่ 9 | บทที่ 10 | บทที่ 11 | บทที่ 12 | บทที่ 13 | บทที่ 14 | บทที่ 15 | |
บทที่ 13 ความยืดหยุ่น (Elasticity)
คำจำกัดความ
เนื่องจากร่างกายมีความยืดหยุ่น จึงทำให้มีการเปลี่ยนแปลงรูปร่างและสามารถกลับเข้าสู่สภาวะเดิมได้ ถ้ามีแรงมากระทำต่อวัตถุเช่นกระดูก วัตถุชนิดนั้นจะเกิดการเปลี่ยน แปลงรูปร่าง (โค้งงอ บิด ยืด หด หรือร้าว เป็นต้น) เนื่องจากร่างการมีความยืดหยุ่นเมื่อมีแรงมากระทำที่ไม่มากนักร่างกายก็สามารถกลับสู่สภาวะเดิมได้ ในทางตรงกันข้าม ถ้าร่างกายไม่มีความยืดหยุ่น เมื่อมีแรงมากระทำก็จะทำให้หักหรือเปลี่ยนรูปร่าง ในที่นี่อธิบายความยืดหยุ่นเป็นไปตามกฎของฮุค
กฎของฮุค
กล่าวว่า “การผิดรูปของวัตถุเป็นปฎิภาคโดยตรงกับแรงที่มากระทำต่อวัตถุนั้น” เขียนเป็นความสัมพันธ์ได้ดังนี้ เมื่อ
คือผลรวมของการผิดรูป (หด ยืด บิด เป็นต้น)
คือแรงที่กระทำต่อวัตถุนั้น
ดังกราฟแสดงความสัมพันธ์ระหว่าง
กับ
สัดส่วนดังกล่าวจะเป็นจริงเฉพาะภายในขอบเขตยืดหยุ่น
(elastic region)เท่านั้น กล่าวคือเมื่อแรงมากระทำต่อวัตถุวัตถุสามารถกลับสู่สถานะเดิมได้
ดังรูปที่ 1 นอกเหนือจากขอบเขตนี้ (non-elastic region) วัตถุก็ไม่สามารถกลับมาสู่สถานะเดิมได้จึงถึงจุด
breaking point วัตถุจะหัก
พิจารณากราฟจากรูปที่ 1 เฉพาะในขอบเขตยืดหยุ่นจะได้กราฟความสัมพันธ์เป็นเส้นตรง ความชันของกราฟคือ
=
=
=
เมื่อ เป็นค่าคงที่
ของความสัมพันธ์ระหว่าง
เรียกค่า
ว่าค่าคงที่ของสปริง (spring
constant) เขียนเป็นสมการทางคณิตศาสตร์ได้เป็น
=
เมื่อ มีหน่วยเป็น
และขึ้นอยู่กับชนิดของวัตถุ
วัตถุที่แข็งหรือเปลี่ยนรูปยากจะมีค่าคงที่ของสปริงมาก (ใช้
มากแต่ได้
น้อย) ในทางกลับกันวัตถุที่เปลี่ยน
แปลงรูปร่างได้ง่ายจะมีค่าคงที่ของสปริงน้อย
โมดูลัสของความยืดหยุ่น (Modulus of elasticity : E)
โมดูลัสของความยืดหยุ่น เป็นค่าที่ใช้ในการกำหนดความแข็งแรงของวัตถุ มีค่าเท่ากับอัตราส่วนระหว่างความเค้น (stress) และความเครียด (strain)
โมดูลัสของยัง (Young’s Modulus : Y)
โมดูลัสของยังเป็นปริมาณที่ใช้บอกความเหนียวและความแข็งแรงและทนทานของวัตถุที่มีรูปร่างและองค์ประกอบต่าง ๆ กัน เมื่อ
=
เมื่อ คือโมดูลัสของยังของวัตถุ
มีหน่วยเป็น
หรือ
(Pascals)
ความเค้น
(stress) คืออัตราส่วนระหว่างแรง
กับพื้นที่
ที่แรงกระทำ
ความเครียด
(stain) คืออัตราส่วนระหว่างความยาวที่เปลี่ยนไป
ต่อ ความยาวเดิม
ดังนั้นสามารถเขียนใหม่ได้เป็น
=
=
=
ค่าโมดูลัสของยังของวัตถุแต่ละชนิด จะมีค่าคงที่เสมอภายในขอบเขตยืดหยุ่น ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าภายในขอบเขตยืดหยุ่นความเค้นเป็นปฎิภาคโดยตรงกับความเครียด
ความทนทานต่อแรงอัดและแรงดึงของกระดูก
(Compressive and Tensile Strength of Bone)
ความทนทานของต่อแรงดึงและแรงอัด ของวัตถุขึ้นอยู่กับรูปร่างและองค์ประกอบของวัตถุ วัตถุถ้าทนแรงดึงได้ดีไม่จำเป็นต้องทนแรงอัดได้ดี ถ้าวัตถุชิ้นนั้นคือกระดูก เนื่องจากกระดูกประกอบด้วยส่วนที่เรียกว่า compact และ trabecular ซึ่งมีองค์ประกอบที่แตกต่างกันมาก ดังนั้นจึงทำให้ค่าโมดูลัสของยังแตกต่างกันมากด้วย แสดงดังตารางที่ 1
ตารางที่ 1 แสดงค่าความทนทานต่อแรงดึงและแรงอัด และโมดูลัสของยัง ของกระดูก
Compact และ Trabecular
Type of Bone |
Compressive Breaking Stress |
Tensile Breaking |
Young’s Modulus |
Compact |
170 |
120 |
179 |
Trabecular |
2.2 |
- |
0.76 |
ก. ข.
รูปที่ 2 แผนภาพแสดงองค์ประกอบของกระดูกเมื่อใช้คำนวณ
รูปที่ 2 แสดงโครงสร้างตามอุดมคติของกระดูกเพื่อใช้ในการคำนวณ โดยที่กระดูก trabucular จะอยู่ภายในที่จุดกึ่งกลางแล้วกระจายมาถึงส่วนปลายของกระดูก คล้ายกับค่าที่ได้ในตัวอย่างจะไม่แน่นอน เนื่องจากเป็นการประมาณและความแตกต่างของกระดูกซึ่งแยกกันอย่างชัดเจน
ตัวอย่าง ชายคนหนึ่งมวล ยืนบนขาข้างเดียว
ถ้าขาส่วนล่างและเท้ามีมวลรวมกัน
โดยมีกระดูก femur ยาว
และสมมติให้มีรูปร่างเป็นทรงกระบอกรัศมี
ไม่คิดมวลกระดูก femur
รูปที่ 3
ก.
จากรูปที่
3 femur
ประกอบด้วยกระดูก compact และ trabecular โดยที่ trabecular ที่ปลายแต่ละข้างยาว กระดูก
femur จะหดสั้นลงทั้งหมดเท่าใดเมื่อชายคนนี้ยืนด้วยขาข้างเดียว
ข.
จากรูปที่
2ข. femur จากข้อ
ก. ได้รับการซ่อมแซมด้วยการฝัง polyethylene ซึ่งเป็นสารประกอบอนินทรีย์เพื่อเพิ่มความเกร็ง
ยาว กำหนดให้โมดูลัสของยังของวัสดุที่ใช้มีค่า
กระดูก
femur จะหดสั้นลงทั้งหมดเท่าใดเมื่อชายคนนี้ยืนด้วยขาข้างเดียว
วิธีทำ
ก. เนื่องจาก femur ประกอบด้วยกระดูกสองส่วนซึ่งมีความแตกต่างกัน ดังนั้นในการคำนวณให้แยกพิจารณาที่ละส่วนก่อน แล้วจึงนำมารวมกันภายหลัง
=
คิดที่ Compact Bone
=
=
จากตารางค่าโมดูลัสของยังของ
Compact Bone มีค่า
=
=
=
=
คิดที่ Trabecular Bone
=
=
จากตารางค่าโมดูลัสของยังของ
Trabecular Bone มีค่า
=
=
=
=
ดังนั้นกระดูก
femur
จะหดสั้นลงทั้งหมด +
=
=
ข. เมื่อ femur ได้รับการซ่อมแซมด้วยการด้วยการฝัง polyethylene ยาว ทำให้กระดูก femur ประกอบด้วย compact
bone ; trabecular bone และ
polyethylene โดยจะทำให้ compact bone
มีความยาวลดลง ส่วน trabecular bone
มีความยาวเท่าเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลง
คิดที่ Compact Bone
=
=
จากตารางค่าโมดูลัสของยังของ
Compact Bone มีค่า
=
=
=
=
เนื่องจาก trabecular bone มีความยาวเท่าเดิมไม่มีการเปลี่ยนแปลงใช้ข้อมูลข้อ ก.
คิดที่ polyethylene ซึ่งเป็นสารประกอบอนินทรีย์
=
=
จากโจทย์ค่าโมดูลัสของยังของ
polyethylene มีค่า
=
=
=
ดังนั้นกระดูก
femur
จะหดสั้นลงทั้งหมด +
+
=
=